หลวงปู่ทองดี อนีโฆ เทศน์ เรื่องจงมีใจรักในพระนิพพาน

เทศน์เมื่อวันเสาร์ที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๘ ที่บ้าน คุณพัฒนา - คุณชูใจ กรุงเทพ 

หลวงปู่ทองดี อนีโฆ (พระพิศาลญาณวงศ์) วัดใหม่ปลายห้วย ต.เนินปอ อ.สามง่าม จ.พิจิตร

เทศน์เมื่อวันเสาร์ที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๘ ที่บ้านคุณพัฒนา - คุณชูใจ กรุงเทพฯ

(คำไหนที่มี* ผมจะเรียนถามหลวงปู่ฯ ท่านอีกทีครับ และต้องขออภัยอย่างสูง หากบทความที่ถอดออกมานี้ความผิดเพื้ยนไป)

                ก่อนอื่นนั้น ขอให้พวกเธอทั้งหลายจงมีใจรักพระนิพพานจะอยู่ตรงไหนก็แล้วแต่ ขอให้ใจของเรานั้น รักพระนิพพาน พระนิพพานเป็นแดนเกิดของพระอริยะเจ้า คือพระอรหันต์และพระพุทธเจ้าเท่านั้น ถึงจะเข้าสู่พระนิพพานได้ แต่ก็นับว่าพวกเธอทั้งหลายนั้น  มี ศรัทธาปสาท*  ความเชื่อความเลื่อมใสแล้วในพระพุทธศาสนา ได้สร้างบำเพ็ญบารมี ขอให้เราท่านทั้งหลาย เมื่อเราบำเพ็ญบารมีมาตั้งแต่อดีตชาติก็ดี ปัจจุบันชาติก็ดี ขอให้เราทั้งหลายนั้น จงสร้างบารมีของเราเพิ่มพูนต่อไปอย่าไปท้อแท้ท้อถอยกับการประพฤติปฏิบัติธรรม  การที่เราทั้งหลายได้มีโอกาสหนึ่งชีวิตที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้น มันเป็นกุศลฝ่ายดีที่เราได้เคยทำไว้แล้วในอดีตชาติ คือเคยรักษาศีลห้าไว้ดีแล้ว จึงได้เกิดมาเป็นมนุษย์ขึ้นมา เมื่อเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เราก็ไม่ได้ลืมหลงในทางพระพุทธศาสนา ขอให้พวกเธอทั้งหลายจงจำไว้ว่า ขอให้เรานั้นมีศีล เมื่อเรามีศีล ปรพรตปรมะ *  ไม่มีความวิจิกิจฉา ลังเลสงสัย ไม่ยึดมั่นในสักกายทิฎฐิ   อันนี้เป็นเครืองอยู่ของพระโสดาบัน พวกเราทั้งหลายนั้น ต้องการได้ของดีๆ เราก็ต้องสร้างภพสร้างชาติของเรานั้นให้ได้ดีตามกำลังใจ บุญทั้งหลายที่พวกเธอทำมานั้น จะได้มากหรือได้น้อยมันขึ้นอยู่ที่กำลังใจของพวกเธอ ถ้าพวกเธอทั้งหลายมีกำลังใจ ไม่เสียดายทรัพย์ที่เธอได้ถวายมา มีความเบิกบานปิติเกิดขึ้นในใจที่ได้น้อมถวายทานในครั้งนี้ เมื่อเธอมีความปิติยินดีในการให้ทาน นั่นได้ชื่อว่าเธอทั้งหลายละแล้วซึ่งมัจฉริยะ*  คือความตระหนี่ทั้งหลาย เธอสามารถแบ่งทรัพย์ เข้ามาฝากไว้ในธนาคารบุญในพระพุทธศาสนา เพื่อก่อเกิดเป็นประโยชน์แก่สาธารณชนต่อไป เพราะฉะนั้นแล้วทรัพย์ที่พวกเธอให้ เธอได้ชนะกิเลส กิเลสที่มันครอบงำตัวพวกเราเอาไว้ คือความโลภทั้งหลาย เมื่อเธอชนะความโลภด้วยการให้ในครั้งนี้ เธอได้ชื่อว่าชิตังเม ชิตังเม เธอเป็นผู้ชนะแล้ว จากความตระหนี่ถี่เหนียว เราชนะแล้วซึ่งความโลภทั้งหลาย แทนที่บางคนนั้นจะเก็บทรัพย์เอาไว้ใช้ในทางโลกียสุข แต่ไม่เสียดาย บางครั้งบางคนเสียดายเวลาทำบุญซึ่งเป็นความสุขที่จะติดตามตัวของพวกเธอไป แม้แต่ทานที่เธอให้นี้ มันนำเธอไปสู่มรรคผลนิพพานได้ ถ้าเธอระลึกนึกถึงทานที่พวกเธอได้น้อมถวาย เมื่อเธอได้น้อยถวายทาน แล้วเธอระลึกนึกถึงทุกวันเป็นอารมณ์ จาคานุสสติกรรมฐาน  คือเป็นอารมณ์ที่ระลึกถึงทานที่ให้แล้วเรามีความสุข เมื่อเรามีความสุข เบิกบาน ปิติ เกิดขึ้นใจใจนึกถึงทานที่ให้ครั้งไหนๆก็แล้วแต่ เรามีความสุขเกิดขึ้นทางใจ นั่นจะเป็นมรรคา คือหนทางเข้าสู่ความเป็นพระอริยะเจ้าได้เหมือนกัน เพราะมันเป็นอารมณ์จาคานุสสติกรรมฐาน ส่วนดีนี้ก็ขออนุโมทนากับพวกเธอทั้งหลาย

ความโลภนั้นเป็นกิเลสอย่างหยาบ เมื่อความโลภเป็นกิเลสอย่างหยาบ  เธอก็ชนะแล้วด้วยการให้ โดยให้ไม่เสียดาย เรียกว่าเธอชนะกิเลสอย่างหยาบแล้ว กิเลสอย่างกลางนั้น เราอาจจะมองไม่เห็นในบางครั้ง กิเลสอย่างกลางนั้น เราต้องใช้ศีล ศีลห้าของเรานี่แหละ เอาศีล ปรพรตปรมะ *  เข้ามายึดเข้ามารักษา เมื่อเราเป็นคนมีศีล เราจะเป็นคนสวย เป็นคนหล่อ เป็นคนที่น่านับถือหน้าตา เป็นอย่างยิ่ง

                เพราะศีลเป็นการกำจัดกิเลสอย่างกลาง ในศีลห้านั้นคือกรรมบท ๑๐ ที่พวกเราทั้งหลายต้องเข้าใจในศีลห้าด้วยว่า ต้องรักษากรรมบท๑๐ ด้วย คือ วจีกรรม มโนกรรม กายกรรม เมื่อเรารักษากรรมบท๑๐ ได้ เหมือนเรากำลังฝึกอารมณ์แห่งสุกขวิปัสสโก  คือพระอรหันต์แบบทรายแล้งน้ำไม่สามารถแสดงฤทธิ์เดชได้แต่ก็หมดเชื้อกิเลสด้วยปัญญา ถ้าเรามีปัญญาเราก็สามารถชนะกิเลสได้ เมื่อเรารู้เท่าทันกิเลสทั้งหลาย ที่มันเกิดขึ้น ที่มันเกิดขึ้นทางไหน มันเกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันมากระทบกับรูป รส กลิ่น เสียง โผฎฐัพพะธรรมารมณ์ ทำให้สังขารมันปรุงแต่งไปต่างๆนานา สุดแท้แต่กิเลสนั้น มันจะยื่นมือมาให้เราทั้งหลายได้ใช้มันเท่าไหร่ เมื่อเรามีกิเลสแล้ว คราวนี้เรามีศีล        ก็ยังกำจัดกิเลสออกไปไม่ได้หมด เพราะโมหะคือความหลง ความหลงนั้นยังครอบงำจิตใจของเราอยู่ เมื่อความหลงครอบงำจิตใจของเราอยู่ เราจะต้องใช้อะไรเป็นวิธีแก้ ก็คือใช้การภาวนา จะภาวนาบทไหนก็ได้ สุดแท้แต่ที่จะทำให้ใจของเรานั้น สงบอยู่กับที่ เมื่อใจของเราเกิดสงบขึ้นแล้ว ที่เรียกกันว่าสมาธิ เมื่อสมาธิเกิดขึ้น ปัญญาก็เกิดขึ้นตาม ปัญญาจะแลเล็งเห็นว่า คนเราทั้งหลายนั้น ไม่มีใครในโลกนี้ ที่จะไม่ตาย ให้เราระลึกนึกถึงความตายไว้เป็นอารมณ์ เมื่อเราตายแล้ว อะไรจะติดตามตัวเราไปได้ ก็มีแต่บุญกับบาป คือกรรมชั่วและกรรมดีเท่านั้น                 ที่จะติดตามเราไปยังในสัมปรายภพภายภาคหน้า เมื่อเรามีโมหะ ถูกครอบงำด้วยอวิชา อวิชชาปัจจะยาสังขารา สังขาราปัจจะยา

                อวิชชาเป็นบ่อเกิด เป็นปัจจัย อวิชชาปัจจะยาสังขาร อวิชชาเป็นตัวให้เกิดสังขารขึ้นมา เพราะอวิชชามันเป็นตัวไม่รู้ เป็นตัวทำให้เราหลง หลงไปกับกิเลส ตัณหาทั้งหลาย ที่อารมณ์ทั้งหลายมันรับเข้ามา ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อมันรับเข้ามาแล้ว เราไม่ได้สักแต่ว่าเห็น แต่เราสักว่ามันเป็นตัวเป็นตน เป็นอารมณ์ที่มันเกิดขึ้น ที่สังขารมันปรุงแต่งส่งไปให้สัญญา สัญญาส่งต่อไปให้เป็นเวทนา เวทนาพิจารณาสุขทุกข์ในอารมณ์ ที่สังขารปรุงแต่งขึ้นมา

                เมื่อเป็นเฉกเช่นนี้แล้ว ถ้าเรามีปัญญาระลึกนึกถึงความตายไว้เป็นอารมณ์ เราจะเห็นว่า โลกนี้เป็นของไม่สวยงาม เหมือนพระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า " อานนท์ เธอจงมาดูโลกอันสวยงามวิจิตรพิสดาร อันเหล่าคนโง่ทั้งหลาย ยังติดข้องอยู่ เมื่อมันมีอวิชชาเป็นตัวครอบคลุมตัวปัญญาของเราเอาไว้ ทำให้ปัญญาของเรานั้น ไม่เกิดขึ้น เราต้องมีวิชชาเป็นตัวแก้

                วิชชา คือความรู้  รู้อะไร รู้ในอริยสัจ ๔ รู้ว่าทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค  สมุทัยเป็นแดนเกิดแห่งความทุกข์  สมุทัยมาจากไหนถึงก่อให้เกิดความทุกข์ได้ ก็มาจากจิตจากใจของเรานี่แหละ เพราะใจของเรานั้น มันรับเอาสิ่งชั่ว ความชั่วทั้งหลาย กิเลสทั้งหลาย ความพอใจทั้งหลาย เข้ามาไว้ข้างใน เมื่อกิเลสมันมาอยู่ข้างในแล้ว ทำอย่างไรจะให้กิเลสทั้งหลายนั้น มันออกไปได้ เราก็ต้องอาศัยการภาวนาไว้มากๆ

                ถ้าเราภาวนาไว้มากๆ สติสัมปชัญญะของเราแข็งแกร่ง เราก็สามารถที่จะชนะ กิเลสที่มันครอบคลุม เป็นอวิชชา ของพวกเราไว้ได้ เมื่อเรารู้แจ้งเห็นจริง ในการเกิดแก่เจ็บตาย การพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจ ถ้าเราเห็นเป็นความจริงดังนี้ เมื่อเราเห็นเป็นความจริงดังนี้แล้ว เราก็จะมองในกฎของพระไตรลักษณ์ว่า

                สรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ที่เกิดมาเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย กับเรา ไม่มีสรรพสัตว์สิ่งไหนที่จะไม่พบกับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่ออารมณ์ของเราพิจารณาถึงกฎของพระไตรลักษณ์ ก็ขอย้อนไปพูดถึงสมุทัย

                สมุทัยเป็นแดนเกิด ให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา ทุกข์ที่ไหน ทุกข์ที่ใจ และอะไรทำให้เกิดทุกข์ ก็ใจอีกนั่นแหละทำให้เกิดทุกข์ ดีชั่วมันอยู่ที่ตัวเดียวกัน อยู่ที่ตัวว่าสังขาร วิญญาณ ทั้งหลาย จะเป็นจักขุวิญญาณ  โสตวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ  เป็นต้น

                เมื่อวิญญาณมากระทบ ทางหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ รู้เท่าทันอารมณ์ทั้งหลาย ที่มันมากระทบ ถ้าเราไม่ปรุงแต่ง ให้มันเกิดขึ้น มันก็อยู่ของมันเฉยๆ สักแต่ว่าเห็น ไม่ใช่ตัวตนของเรา มองทุกอย่างเป็นอากาศธาตุ ไม่มีตัวตนของบุคคลใด เป็นที่ตั้ง เมื่อสมุทัยก่อให้เกิดทุกข์แล้ว พระพุทธเจ้าของเราก็ทรงเห็นว่า เมื่อมันมีทุกข์ มันก็ต้องมีทางแก้ ให้เกิดความสุขได้ ก็คือนิโรธะ

                นิโรธะ คือความดับ ดับสนิทในกิเลสทั้งหลาย แล้วนิโรธะมาจากไหน มาจากอริยะมรรค ๘ อันนี้มีสัมมาทิฎฐิเป็นเบื้องต้น สัมมาทิฎฐิ นี่สำคัญมาก เพราะอะไร เพราะว่าถ้าเราไม่มีสัมมาทิฎฐิ คือไม่มีความเห็นถูกต้องแล้วไซร้ เราจะไม่เข้าใจในหลักของพระพุทธศาสนา แต่ถ้าเรามีปัญญาเป็นสัมมาทิฎฐิ มีความเห็นถูกต้อง เชื่อเรื่องกรรมดีกรรมชั่ว ถ้าเราสร้างกรรมดี เราก็ย่อมได้รับกรรมดี ถ้าเราสร้างความชั่วเราก็ต้องได้รับความชั่ว เพราะกรรมนั้นมันต้องสนองกับพวกเราอย่างแน่นอน

                ถ้าเรามีปัญญาเป็นสัมมามิจฉาทิฎฐิ ไม่เชื่อเรื่องสวรรค์  ไม่เชื่อเรื่องนรก ไม่เชื่อเรื่องพระพุทธเจ้ามีจริง ไม่เชื่อพระธรรม ไม่เชื่อพระสงฆ์ นั่นแหละจะพาเราไปสู่สถานที่ต่ำคืออบายภูมิ

                เมื่อนิโรธะสัมมาทิฎฐิ มีความเห็นถูกต้องแล้ว ย่นย่อขึ้นมา ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลก็อธิบายแล้ว สมาธิคือความตั้งใจมั่น คือมีความสงบอยู่อารมณ์เดียว จะเป็นอารมณ์พุทโธ หรืออารมณ์อะไรก็แล้วแต่ มีอารมณ์นิ่งอยู่อย่างนั้น  เมื่อสมาธิมันสงบจนมันนิ่งมันดับในสังขาร นั่งเท่าไหร่ก็ไม่ปวดมีความสุข มีปิติอยู่กับสมาธิ

                เมื่อมันมีความสุขเกิดขึ้นแล้ว เราก็น้อม น้อมเอาอะไร ปัญญาให้มันเกิดขึ้น พิจารณาเริ่มแรกเลยว่า เราต้องตาย เราต้องตาย  ถ้าเราพิจารณาอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ มันจะทำให้เรานั้น เบาจากความหลงได้ เพราะเราคิดว่าเราต้องตาย จะมัวไปหลงทำอะไร

                เมื่อเราเกิดเป็นมนุษย์นั้น มนุษย์เป็นแดนกลาง เหมือนกับพระพุทธเจ้าของเราเสวยความสุขบนสวรรค์ชั้นดุสิต พรหม เทวดาทั้งหลาย ยังอาราธนาให้มาจุติให้มาเป็นมนุษย์ ให้เกิดเป็นคน เพราะมนุษย์เท่านั้นที่จะบำเพ็ญบารมี ในพระพุทธศาสนา มนุษย์เท่านั้นที่จะเข้าถึงนิพพานได้

                พวกเธอทั้งหลายเป็นผู้เลือกเดินทางเอาเอง ว่าเมื่อเธอเกิดเป็นมนุษย์แล้ว เธอจะเลือกเดินทางแบบไหน เธอจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ หรือว่าเธอจะเป็นเทวดา ไปเป็นพระพรหม อรูปพรหม รูปพรหม หรือว่าจะไปตกในอบายภูมิทั้ง ๔ ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรก เปรต อสูรกาย ก็นั่งนับตั้งแต่ว่า เธอทั้งหลายนั้น พิจารณา เลือกเดินเส้นทางด้วยตัวเอง อัตตาหิ อัตตโนนาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งของตน ต่างคนต่างไปต่างคนต่างมา

                พวกเธอทั้งหลายนั้น จะเดินทางไปทางไหน ก็สุดแท้แต่ศรัทธา คือความเชื่อ ถ้าเธอไม่มีความเชื่อ  ไม่กลัวบาป ไม่กลัวกรรม ไม่มีหิริโอตัปปะประจำใจ คือความละอาย ความเกรงกลัวต่อบาป เราก็จะสู่ทางต่ำ แต่ถ้าเราทั้งหลายทุกคน มีอารมณ์รักพระนิพพาน ก่อนจะนอนก็ว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ให้เราภาวนาว่าเรารักพระนิพพาน เพราะเราไม่ต้องการมาเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏนี้อีกต่อไป เราต้องการที่จะออกจากปฏิจจสมุปบาท อันเป็นวงล้อวงกลม ที่ให้เราติดอยู่ ไม่ยอมให้เราเข้าสู่นิพพาน

                เพราะฉะนั้นแล้ว เธอจะไปเดินทางไหน ก็เรื่องของเธอ เพราะว่าเราเป็นผู้ชี้ทางให้แล้ว  แล้วแต่ว่าแต่ละบุคคลจะเดินทางไหน ขอให้พวกเธอนั้น จงพยายามที่จะเดินทางที่ถูกต้องเข้าสู่นิพพานด้วยกันหมดทุกคน

                สุดท้ายก็ขอให้พวกเธอทั้งหลาย จงมีความสุขทุกคนเทอญ

*********************************************************************************************************************************